Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
ชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี



วันที่ 4 มิถุนายน 2555 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ถือกันว่าเป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งความจริงจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ปีนี้เลื่อนมาเป็นเดือน 7 ก็เพราะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน หรือที่เรียกกันว่าเป็นปีอธิกมาส


เป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาววิสาขะและเป็นวันที่ครบ 2,600 ปีนับแต่พระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราชที่หนึ่ง 

คณะสงฆ์และพุทธบริษัททั่วโลกจึงได้จัดงานฉลองการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี โดยตั้งชื่อว่างานว่าพุทธชยันตี ซึ่งแปลความหมายได้ตรง ๆ ว่าเป็นการฉลองชัยชนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีการจัดงานเฉลิมฉลองและชุมนุมพุทธบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป 

แล้วก็มีผู้คนสงสัยว่าการฉลองชัยชนะของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้เป็นชัยชนะอะไร? ชนะใคร? และที่มีการลงโฆษณาในสื่อมวลชนว่าทรงชนะด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้นเป็นอย่างไร?

จึงจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยถือว่าเป็นการร่วมการฉลองชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครั้งนี้ด้วย

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ชาวพุทธและผู้สนใจควรจะได้ทำความเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทรงชนะอะไร และชนะใคร เพราะถ้าหากเข้าใจและน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ได้ชัยชนะตามพระองค์ท่าน ก็จะได้ไม่เสียชาติเกิด และถือว่าได้ลิ้มชิมรสพระธรรมสมกับที่เกิดมาเป็นเวไนยสัตว์

ชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้นคือชัยชนะต่อตัวเอง ไม่เป็นทาสความปรารถนาและอำนาจชักพาของตัวเองไปในทางที่ผิด และสิ่งที่พระองค์ชนะนั้นก็คือชัยชนะเหนือกิเลส ทำให้พระองค์หลุดพ้นจากโลก เข้าสู่แดนโลกุตระ ถึงซึ่งความดับทุกข์สิ้นเชิง ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ 

พระองค์ทรงประกาศว่า ชีวิตที่เกิดมานี้ถูกระแสโลกครอบงำห่อหุ้มอยู่ ดุจดั่งอยู่ในฟองกระเปาะไข่ พระองค์ทรงเป็นลูกไก่ตัวแรกที่สามารถเจาะกระเปาะฟองไข่คือเครื่องห่อหุ้มของโลกนี้ออกไปสู่ความอิสระเสรีสูงสุด คือพ้นจากวิสัยโลก พ้นจากอำนาจของกิเลส พ้นจากสังสารวัฏ ดับทุกข์สิ้นเชิง โลก ภพ ชาติ เป็นอันสิ้นสุด ไม่ฟื้นคืนกลับมาใหม่อีก ดุจดั่งตาลยอดด้วนฉะนั้น 

ชาวเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้วอยู่ในร่มเงาแห่งพระศาสนานี้ ก็เหมือนกับลูกไก่ที่อยู่ในกระเปาะฟองไข่ หากไม่สามารถเจาะกระเปาะฟองไข่ออกไปได้ ก็จะตายไปภายใต้การครอบงำของโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด 

เหตุนี้เมื่อจะฉลองชัยชนะ 2,600 ปี ก็เป็นทีที่จะได้น้อมรำลึกเพื่อฝึกฝนอบรมกายใจตนให้หลุดพ้นไปจากกระเปาะฟองไข่ ถึงซึ่งความอิสระเสรีในแดนวิมุตตะมิติอันเป็นที่สุด 

เรื่องที่สอง ความตรัสรู้ด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้นคืออะไร และเป็นอย่างไร 

ก็คือการตรัสรู้อริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่รู้จักดีและท่องจำได้ แต่จะมีใครสักกี่คนเล่าที่เข้าถึงอริยสัจสี่นี้ 

สิ่งที่เรียกว่าทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้น หมายถึงการตรัสรู้อริยสัจสี่ ที่มีลักษณะเป็นรอบ 3 รอบ คือ

รอบแรก ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งปริยัติ หรือรอบแห่งความรู้ในเชิงปริยัติว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุแห่งทุกข์เป็นอย่างไร ความดับทุกข์เป็นอย่างไร และหนทางแห่งการดับทุกข์เป็นอย่างไร ในรอบปริยัติอันเป็นรอบที่หนึ่งนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

รอบที่สอง ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งการปฏิบัติ คือการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งว่าทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องกำหนดรู้ เหตุแห่งทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องละหรือดับให้ถึงที่สุด ความดับทุกข์นั้นจะต้องทำให้แจ้ง คือดับทุกข์ให้สิ้นเชิง และมรรคนั้นต้องทำให้เจริญ คือถึงพร้อมเต็มเปี่ยมที่จะดับทุกข์ให้สิ้นเชิงได้ ในรอบปฏิบัติอันเป็นรอบที่สองนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

รอบที่สาม ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งปฏิเวธ คือรอบของการรับผลแห่งการปฏิบัติหรือผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติว่าทุกข์นั้นทรงกำหนดรู้แล้ว เหตุแห่งทุกข์นั้นทรงละหรือดับสนิทสิ้นเชิงแล้ว ความดับทุกข์นั้นทรงแจ้งหรือทรงดับสนิทไม่กลับเกิดใหม่ได้อีกแล้ว และมรรคนั้นทรงเจริญถึงที่สุดแล้ว ในรอบปฏิเวธอันเป็นรอบที่สามนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

ดังนั้นการตรัสรู้ด้วยรอบ 3 และอาการ 12 จึงเป็นการตรัสรู้และถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในอริยสัจสี่ ที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ หมดจด 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสในธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ตราบใดที่พระองค์ยังไม่ตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 ด้วยอาการ 12 อย่างนี้แล้ว พระองค์จะไม่ปฏิญาณพระองค์เองว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมในพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยืนยันว่าบัดนี้พระองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 และอาการ 12 บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วอย่างนี้ จึงทรงประกาศพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว 

ดังนั้นในโอกาสฉลองชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี หรือที่เรียกว่าพุทธ  ชยันตีนี้ ผองเราจึงพึงน้อมนำรำลึกถึงอริยสัจสี่ และปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้นั้นเถิด.

 

 
วิสาขบูชารำลึก
ข้าพเจ้าขอน้อมเกล้าบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เสด็จไปดีแล้วเหลือพระธรรมวินัยไว้เป็นศาสดาแทนพระผู้มีพระภาคเจ้าชั่วตลอดพุทธธันดร

ในวาระวันวิสาขบูชาที่จะเวียนมาถึงอีกครั้งในวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤษภาคม ศกนี้ เป็นวาระที่พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยกำลังถูกเหล่าเดียรถีย์ อลัชชี และพวกนอกรีตทั้งหลายเบียดเบียนย่ำยีอย่างหนักหน่วงรุนแรงที่สุด เป็นวาระที่พุทธศาสนิกชนถูกย่ำยีจิตใจและศรัทธาทั้งปวงที่ฝังรากลึกมาแต่รุ่นปู่ย่าตายายอย่างลึกซึ้ง โดยไม่มีผู้ใดในรัฐบาลอันเป็นฝ่ายอาณาจักรเหลียวแลรับผิดชอบ เป็นวาระที่พุทธศาสนิกชนทั้งปวงพึงจดจำไว้ในใจอย่างมั่นคงว่า ใครเป็นผู้บริหารประเทศในวันที่ ใครเป็นผู้ปล่อยปละละเลยให้พระพุทธศาสนาถูกเบียดเบียนย่ำยีถึงเพียงนี้ บัญชีนี้พุทธศาสนิกชนทั้งปวงไม่พึงลืมเลือนเป็นอันขาดชั่วตลอดชีวิต

ดังนั้นในวาระวันวิสาขบูชาในปีนี้ จึงเป็นวาระพิเศษที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายซึ่งกำลังเผชิญความทุกข์ ความโศกเศร้าเสียใจ ความท้อแท้ใจที่รัฐบาลไม่ใส่ใจปกป้องพระพุทธศาสนา จะได้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณ น้อมนำมาหล่อเลี้ยงจิตใจของตนให้บรรเทาลง ซึ่งความทุกข์อันครอบงำจิตใจให้สร่างสิ้นไป ให้สมกับที่เป็นพุทธศาสนิกชนนั้นเถิด

กรณีการบิดเบือนพระธรรมวินัยและทำลายพระพุทธศาสนาที่กำลังเป็นอยู่นั้น เป็นธรรมดาอย่างหนึ่งของโลกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจหลีกหนีกฎพระไตรลักษณ์ดังกล่าวได้ ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องอันควรทุกข์ร้อนแต่ประการใด ควรจะได้มองปัญหาตามความเป็นจริง ตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์นั้น 

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ถือกันว่าเป็นวันพระพุทธเจ้า ในขณะที่วันอาสาฬหบูชาถือกันว่าเป็นวันพระธรรม และวันมาฆบูชาเป็นวันพระสงฆ์

ที่ว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันพระพุทธเจ้านั้น เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตรงกับวันทางจันทรคติ คือวันเพ็ญเดือน 6

ชาวพุทธทั้งปวงพึงมองวันวิสาขบูชาด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และอาศัยความรู้นั้นหล่อหลอมกล่อมเกลาจิตใจตนให้   สงบ สะอาด และบริสุทธิ์ ควรแก่การงานตามฐานะของตน

ชาวพุทธพึงเข้าใจวันวิสาขบูชาในลักษณะดังต่อไปนี้ 

ประการแรก จริงหรือไม่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน6 ตรงกันทั้ง 3 เหตุการณ์

ข้อนี้เริ่มที่วันตรัสรู้ก่อน ปรากฏว่ามีหลักฐานมากมายที่ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 และในช่วงปลายพุทธกาลอันเป็นวันเพ็ญเดือน 3 ทรงปลงอายุสังขารต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากว่า 3 เดือนจากนี้ไปจะทรงปรินิพพาน หลังจากปลงอายุสังขารแล้วทรงกำหนดสถานที่ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา แล้วเสด็จพุทธดำเนินโดยลำดับไปยังเมืองนั้น และเสด็จปรินิพพาน ณ ที่นั้น ในวันเพ็ญเดือน 6 ท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ส่วนวันประสูตินั้นแม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ ที่พุทธมารดาทรงประทับยืนท่ามกลางแสงจันทร์ในวันเพ็ญเดือน 6 และประวัติของพระสิทธัตถะทุกแห่งที่มีอยู่ก็ตรงกันว่าเป็นวันเพ็ญเดือน 6 ดังนั้นชาวพุทธจึงพึงเชื่อได้อย่างมั่นใจว่าการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ทั้งสิ้น 

ประการที่สอง การเรียกวันวิสาขบูชาเป็นการเรียกโดยถือเอาการที่ดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวที่เรียกว่าวิสาขะ ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่สถิตตั้งแต่ราศีตุลย์ องศาที่ 20 คาบเกี่ยวไปถึงราศีพิจิก องศาที่ 5 ในระหว่างที่ดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาววิสาขะนี้มีช่วงที่เป็นวันเพ็ญ 15 ค่ำ จึงถือเอาเหตุการณ์นี้เรียกว่าวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นจุดกำหนดหมายวันเวลาแห่งวิสาขบูชา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนามักจะผูกติดอยู่กับวันเพ็ญ เหตุที่เป็นดั่งนี้ก็เนื่องจากในครั้งนั้นยังไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าประการหนึ่ง จึงต้องอาศัยแสงแห่งดวงจันทร์ในการประชุมหรือชุมนุม และเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่อากาศร้อนจัดไม่เหมาะแก่การประชุมหรือชุมนุมในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนอากาศเย็นประกอบด้วยแสงสว่างจากพระจันทร์เพ็ญ จึงเหมาะแก่การประชุมหรือชุมนุม เหตุการณ์อย่างนี้แม้ในบางศาสนาก็มีเหตุการณ์สำคัญในช่วงวันพระจันทร์เพ็ญเกือบทั้งสิ้น แสงนวลตาแห่งจันทร์ทำให้จิตใจมนุษย์เบิกบานผ่องใสกว่าช่วงเวลาอื่น นี้เป็นเหตุผลหนึ่ง และอีกเหตุผลหนึ่งนั้นอิทธิพลของดวงจันทร์ที่มีต่อโลกมีอยู่มาก อาการน้ำขึ้นน้ำลง นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าขึ้นต่ออิทธิพลของดวงจันทร์ มนุษย์เรามีน้ำในร่างกายเป็นส่วนใหญ่ย่อมได้รับอิทธิพลโดยตรงจากดวงจันทร์ด้วย โดยเฉพาะสตรีนั้นอาจคำนวณ ณ วันที่มีประจำเดือนได้โดยการอาศัยการโคจรของดวงจันทร์ที่สัมพันธ์กับจุดกำเนิดของเจ้าชะตาที่สถิตในนวางศ์ใดนวางศ์หนึ่ง แม้ยุคสมัยที่มีไฟฟ้าแล้ว ในชนบทก็ยังอาศัยวันพระจันทร์เพ็ญจัดงานประเพณีต่าง ๆ เป็นประจำ

ประการที่สาม ในเหตุการณ์ประสูติเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จพระดำเนิน 7 ก้าวบนดอกบัว ซึ่งโผล่มาจากพื้นดินจริงหรือไม่

ข้อนี้ความจริงไม่มีความสำคัญใดต่อการศึกษาปฏิบัติเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ แม้พระอรรถกถาจารย์จำนวนหนึ่งจะได้ใช้ความพยายามยืนยันว่าเป็นจริง โดยยกเอาข้อยกเว้นและความมหัศจรรย์มาอ้างก็ตาม แต่ก็หาควรเป็นเรื่องยึดถือเอาเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาไม่ ควรมองเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจว่าในท่ามกลางการแข่งขันอวดอิทธิปาฏิหาริย์ของศาสดาของแต่ละศาสนานั้น บรรดาลูกศิษย์ลูกหาจำนวนหนึ่งของแต่ละศาสนาต่างก็พยายามคิดหาความวิเศษพิสดารมาประกอบเข้ากับเรื่องของศาสดาของตน และได้ผลสำหรับจูงใจมนุษย์ในยุคหนึ่ง แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไปแล้ว สิ่งนี้กลับกลายเป็นปัญหาและเป็นจุดด่างในประวัติของศาสดาแต่ละองค์ เป็นเรื่องทั่วไป ชาวพุทธควรจะมองเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจว่าในขณะประสูตินั้นเจ้าชายสิทธัตถะยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่มีฌานหรือวิชาใด หากยังเป็นทารกเหมือนกับมนุษย์ทุกผู้คน หากลุกขึ้นเดินได้แล้วไฉนจึงจะเดินเพียง 7 ก้าว และล้มตัวลงนอนเป็นทารกต่อไปเล่า กรณีนี้จึงทรงเป็นกุมารเหมือนกับทารกทั้งปวง แม้สิ่งที่เรียกว่ามหาปุริศลักษณะ 32 ประการ นั้นก็เถิด หากใครได้ดูลักษณะแต่ละประการแล้วก็คงเป็นดังที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวไว้ว่าเป็นตัวประหลาด ลักษณะ 32 ประการ ที่เรียกว่าเป็นลักษณะมหาบุรุษนั้นเป็นเรื่องวิธีการประจบของเหล่าพราหมณ์ในยุคนั้น หรือแม้ในยุคนี้ก็ตาม ชาวพุทธก็ไม่ควรยึดถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญ หากควรมองตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร ก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อมองอย่างนี้แล้วก็จะไม่ติดยึดในความลี้ลับพิสดารอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยต่อไปอีก

ประการที่สี่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้สมถะวิปัสสนาวิธีใดในการตรัสรู้

ข้อนี้แม้ไม่มีที่ใดระบุชัดเจนว่าทรงใช้วิธีใดในการปฏิบัติสมถะวิปัสสนาเพื่อการตรัสรู้แต่โดยลำดับตั้งแต่ทรงประทับนั่ง ณ ร่มมหาโพธิ์ ตั้งสัตยาธิษฐานว่าหากไม่ตรัสรู้แล้วจักไม่ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับนั้นอีก ตลอดเวลารุ่งสางอันเป็นเวลาตรัสรู้ ปรากฏว่าวิธีการที่ทรงใช้คืออานาปาณสติ ทรงประทับนั่ง ตั้งกายตรง ดำรงพระสติเฉพาะหน้า กำหนดลมหายใจเข้า-ออก อันเป็นขั้นตอนของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นลำดับไปถึงเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วจึงน้อมไปสู่การบรรลุวิชา 3 คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตถญาณ และ  อาสวักขยญาณ บรรลุถึงวิมุติด้วยพระองค์เองว่าหลุดพ้นแล้ว จักไม่เกิดใหม่อีกแล้ว ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ไม่มีความรู้ใดที่จะต้องศึกษาปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว ถึงซึ่งความตรัสรู้ บริสุทธิ์ บริบูรณ์แล้ว เป็นวิธีการธรรมชาติ มิใช่อิทธิปาฏิหาริย์หรือสิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ ดังที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นในภายหลัง

เหตุนี้แม้วิธีการในการหลุดพ้นจากทุกข์จะมีอยู่หลายวิธี แม้กสิณวิธีที่ใช้การเพ่งความสว่างหรือเพ่งลูกแก้วที่สำนักธรรมกายยกย่องหนักหนานั้น ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีนั้น แต่มิใช่วิธีทั่วไป หากแต่ละวิธีเป็นวิธีที่เหมาะแก่จริตและอัธยาศัยของแต่ละบุคคล ส่วนวิธีทั่วไปซึ่งทรงสรรเสริญมากและทรงใช้ด้วยพระองค์เองคืออานาปานสติ

ดังนั้นชาวพุทธจึงพึงเข้าใจว่าวิธีเข้าถึงความรู้แจ้งในเรื่องทุกข์และความดับทุกข์นั้น แม้จะมีอยู่หลายวิธีแต่วิธีที่ทรงสรรเสริญมากและทรงใช้ในการตรัสรู้ก็คืออานาปานสติภาวนา

ประการที่ห้า ทรงตรัสรู้อะไรบ้าง และที่ทรงกล่าวว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้นเป็นความจริงเพียงใด พระสมัญญาที่ว่าสัพพัญญูเป็นคำอวด

อ้างที่ไม่มีแก่นสารหรือ ข้อนี้เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้ากับศาสดาอื่นของโลก ตรงที่ทรงประกาศว่าทรงตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องอาศัยอำนาจภายนอกใด ๆ มาอ้างอิงสนับสนุนค้ำจุน ทรงประกาศว่าเป็นผู้แจ้งโลก สิ่งที่ทรงรู้ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้ผันแปรเป็นอย่างอื่นไปได้ เป็นคำประกาศที่ท้าทาย ทั้งในยุคนั้นและยุคนี้ แม้ในอนาคตกาล

และเพราะคำประกาศเช่นนี้ จึงมีคนจ้องจับผิดเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเรื่อยมาถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หักล้างพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เลย

ในขณะที่บางศาสนาสอนว่าโลกแบน ก็มีฝรั่งชาวเยอรมันพยายามค้นคว้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้เรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ หรือว่าไม่รู้เรื่องนี้ หลังจากค้นคว้าพระไตรปิฎกหลายแห่งก็พบว่าทรงปฏิเสธไม่กล่าวถึงเรื่องนี้เลย แต่ก็มีร่องรอยให้เห็นอยู่แห่งเดียวที่ตรัสเป็นทำนองรำคาญต่อพราหมณ์ผู้หนึ่งว่า “วัฏฏโกโลโก” อันหมายความว่าโลกนั้นกลมหมุนเวียนไปเองโดยธรรมชาติ เป็นผลให้ชาวเยอรมันผู้นี้เลื่อมใสศรัทธาปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกชน

ในยุคที่ชาลส์ ดาร์วิน ได้ค้นพบทางชีววิทยาว่าทุกชีวิตที่กำเนิดเริ่มต้นจากเซลล์เพียงเซลล์เดียวนั้น ก็มีฝรั่งชาติเดียวกันนั้นแหละมาทำการค้นคว้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้เรื่องนี้หรือไม่อย่างไร ในที่สุดก็ค้นพบอีกหนึ่งแห่งที่ทรงตรัสว่า “ปฐมังกละลัง โหติ” อันหมายความว่าทุกชีวิตเริ่มตนด้วย “กลละ” เพียงอันเดียว และ “กลละ” นั้นมีขนาดเล็กมากเท่ากับขนาดของน้ำมันเนยที่ถูกจุ่มด้วยขนจามรีแล้วสลัด 7 ครั้ง น้ำมันเนยติดอยู่ที่ขนจามรีเท่าใด ขนาดนั้นแหละเป็นขนาดของ “กลละ” คือเล็กมากจนมองไม่เห็น ทรงตรัสด้วยว่า“กลละ” เกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่างเชื้อของบิดาและมารดา หรือตัวผู้กับตัวเมียนั่นเอง การค้นพบของฝรั่งคนนี้ทำให้เกิดความฮือฮาขึ้นในยุโรป เพราะนายฝรั่งคนนี้ไปเขียนบทความหักล้างชาลส์ ดาร์วิน ว่าไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบทางชีววิทยาในเรื่องนี้แต่เป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า

ครั้นมาถึงยุคที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ ท้าทายต่อประเพณีไหว้พระจันทร์ของชนชาติจีน ก็มีฝรั่งชาวอเมริกันที่ขี้สงสัยมาจับโกหกพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก เพราะทรงตรัสไว้แห่งหนึ่งว่า “ตถาคตสามารถตรัสให้ได้ยินทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ” คือตรัสจากโลกแต่เสียงจะไปได้ยินทั่วทั้งสากลจักรวาล ฝรั่งคนนี้คงคิดว่าคราวนี้แหละจะจับผิดได้เป็นแม่นมั่น เพราะฝรั่งเชื่อว่ามีแต่เทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้นจึงจะสามารถติดต่อทางเสียงระหว่างโลกกับดวงจันทร์ได้จึงมาค้นคว้าตรัสอย่างไร เสียงจึงไปก้องขึ้นทั้งหมื่นโลกธาตุหรือทั่วทั้งสากลจักรวาล ในที่สุดก็ค้นพบว่าในเรื่องเดียวกันนี้ฝรั่งคนนี้ไม่ใช่คนแรกที่สงสัยหากมีพราหมณ์ขี้สงสัยถามขึ้นก่อนแล้วว่า ทรงตรัสอย่างไร เสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ยินไปทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ ทรงไขว่า “ตถาคตจะเปล่งฉัพพรรณรังสีไปก่อน เมื่อตถาคตตรัสเสียงตถาคตก็จะไปตามฉัพพรรณรังสีนั้น ดังก้องทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ” และทรงอธิบายถึงฉัพพรรณรังสีที่ว่านี้ว่าเป็นพลังแห่งจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีอานุภาพมาก มีพลานุภาพมาก เหนือกว่าแสงแห่งตะวัน คำไขในลักษณะนี้ฝรั่งขี้สงสัยก็จับผิดไม่ได้ กลับเลื่อมใสศรัทธาว่าผลแห่งการฝึกจิตที่ควรแก่งานดีแล้วนั้น จะมีพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีความถี่และความเร็วยิ่งกว่าคลื่นของแสงอันอาจจะเป็นสื่อนำคลื่นเสียงจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้

ฝรั่งนักออกแบบระดับโลกหลายคนก็เคยลงความเห็นว่าในบรรดานักออกแบบทั้งหลายในโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นนักออกแบบที่ล้ำเลิศที่สุด เพราะการออกแบบไตรจีวรสำหรับภิกษุเป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้ได้ทุกฤดูกาล ยามหนาวก็อุ่น ยามร้อนก็เย็น เบาสบายไม่เป็นภาระมาก ใช้ได้ทุกการไม่ว่าจะเป็นการมงคลหรือการอวมงคล แม้สีที่ทรงเลือกใช้คือผ้ากาสาวพัสตร์นั้น วิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยอมรับว่าเป็นสีที่ให้ความสว่าง ความปลอดภัยมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากตำรวจจราจรและผู้ปฏิบัติงานในเวลากลางคืนได้นำเอาสีเดียวกันกับผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นเครื่องแต่งกาย ข้อพิจารณาก็คือว่านี่คือความรู้ชนิดหนึ่งที่พระองค์ทรงรู้มากว่า 2,500 ปีแล้ว แต่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเท่านั้นเอง

ความจริงผู้เขียนไม่ประสงค์จะเอ่ยอ้างคำใดให้รู้ว่ามีเพศหรืออาชีพใด แต่เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็จำต้องกล่าวว่าสีแห่งผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเป็นสีที่สัตว์ทั้งปวงมีความรู้สึกว่าปลอดภัยและเป็นมิตร ผู้เขียนเป็นคนบ้านนอก เคยเดินกลางทุ่งนา บรรดานกป่านกเขาซึ่งเคยบินหนีเมื่อยามเป็นฆราวาส ครั้งได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วเดินไปทางเดียวกัน แทนที่นกป่านกเขาจะบินหนีเหมือนแต่ก่อน กลับคงก้มหน้าหากินเป็นปกติเป็นอัศจรรย์

ดังที่ได้แสดงมาดังนี้ พอเป็นเค้าโครงให้เห็นได้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้แจ้งโลก แต่สิ่งที่ทรงรู้นั้นไม่ได้นำมาสอนทั้งหมด เพราะทรงถือว่าจำนวนมากเป็นเรื่องส่วนเกิน เป็นเรื่องไม่เป็นประโยชน์แก่ความรู้เรื่องทุกข์และเรื่องการดับทุกข์
มีภิกษุถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สิ่งที่ทรงรู้กับสิ่งที่ทรงนำมาสอน อย่างไหนจะมากกว่ากัน ในพลันนั้นมีใบไม้ร่วงจากป่าประดู่ลาย ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นกำใบไม้ที่ร่วงนั้น แล้วตรัสว่าสิ่งที่ตถาคตรู้เหมือนกับใบไม้ทั้งป่านี้ แต่สิ่งที่นำมาสอนเหมือนกับใบไม้ในกำมือนี้

พระธรรมอันมีจำนวนเท่ากับใบไม้ในมือของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็คือเรื่องทุกข์และเรื่องความดับทุกข์ เรื่องนอกเหนือแต่นี้เป็นเรื่องเกินความจำเป็น เป็นเรื่องส่วนเกินและไม่เป็นประโยชน์ แต่ใครประสงค์จะเรียนรู้ก็ย่อมกระทำได้ และอาจเป็นประโยชน์ในการใช้โต้เถียงหรือใช้ในการโต้วาทีเหมือนที่พระนาคเสนใช้โต้กับพระเจ้า มิลินทร์ในหนังสือมิลินทปัญหานั้น

การสอนเรื่องบุญเป็นการสอนขั้นต่ำสำหรับคนไร้ความรู้และคนที่เห็นแก่ตัว เพื่อให้ละวางความเห็นแก่ตัว น้อมนำให้เกิดจิตใจที่ปล่อยปละละวาง นั่นเป็นด้านของผู้ทำบุญ ส่วนในด้านของผู้ถูกกระทำก็ต้องเป็นผู้ควรกรณีแก่การรับ หากเป็นผู้ไม่สมควรบุญนั้นก็ไร้ผล เหมือนกับคนนำข้าวกล้าไปหว่านบนหินก็ไม่อาจงอกงามขึ้นมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

การสอนเรื่องบุญของสำนักธรรมกายที่จัดตั้งองค์กรจัดตั้งมีกองบุญเป็นหน่วยพื้นฐานเหมือนกับหมู่ของทหาร และเป้าหมายของการทำบุญที่มุ่งเอาสวรรค์วิมานหรือดวงแก้วเล็กใหญ่ตามจำนวนที่ทำบุญ ไม่ใช่การทำบุญในพระพุทธศาสนา เพราะสอนให้ทำบุญเพื่อเก็งกำไรบุญ เพื่อให้ยึดถือเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้น บุญดังกล่าวนั้นจึงเป็นบุญนอกรีต

ชาวพุทธจึงควรเข้าใจในเรื่องบุญอันเป็นกิริยาขั้นต่ำสุดที่ทรงสอนให้คนเรารู้จักการละวาง สร้างนิสัยให้ปล่อยปละละวางขึ้นในจิต มิใช่สอนให้ทำบุญเพื่อการเพิ่มพูนกิเลสหรือแสวงหาสวรรค์วิมานอันใหญ่โตโอฬารแต่ประการใด

ประการที่หก
ในเหตุการณ์ปรินิพพาน ทรงเหลือสิ่งใดไว้ให้แก่ชาวพุทธ

ข้อนี้แม้จะมีเหตุการณ์มากมายดังที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร แต่สำหรับโอกาสวิสาขบูชานี้ ชาวพุทธพึงระลึกว่าจากเหตุการณ์ปรินิพพานทรงมอบเรื่องสำคัญไว้แก่ชาวพุทธ 2 เรื่อง คือ

เรื่องแรก
ทรงมอบพระธรรมวินัยให้เป็นศาสดาแทนพระองค์ด้วยพระพุทธพจน์ที่ว่า “เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว ธรรมและวินัยอันเราตรัสดีแล้ว จักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย” มหาเถรสมาคมก็ดี สมเด็จพระสังฆราชก็ดี หรือพระภิกษุทรงสมณศักดิ์ใด ๆ ก็ดี ไม่ใช่ศาสดาของชาวพุทธ พระธรรมวินัยเท่านั้นที่เป็นศาสดาที่แท้ของชาวพุทธตามพระพุทธพจน์ดังกล่าว มหาเถรสมาคมหรือตำแหน่งใด ๆ ในการปกครองคณะสงฆ์เป็นเรื่องการครอบงำพระพุทธศาสนาของชนชั้นปกครอง เป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสและความขัดแย้งในหมู่พระสงฆ์ ในต้นสมัยสุโขทัยนั้นยังคงถือพระพุทธพจน์เป็นหลักปกครองคณะสงฆ์ พระภิกษุอาวุโสที่อาจเทียบได้กับพระสังฆราชในปัจจุบันนั้น เรียกกันว่า “ปู่ครู” เท่านั้น จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายสมัยสุโขทัย พระสงฆ์ชาวลังการูปหนึ่งได้เสนอต่อฝ่ายปกครองถึงวิธีการสร้างบารมีด้วยการถวายสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์ จึงเป็นธรรมเนียมการตั้งสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ ก็ผิดเพี้ยนกลายเป็นการแข่งขันในเรื่อง ยศช้าง ขุนนางพระ กันอย่างขนานใหญ่ ถึงขนาดมีการวิ่งเต้นราวกับบรรดาข้าราชการของบางกระทรวง เพื่อให้มีการเสนอขอรับสมณศักดิ์ แม้ได้ครองสมณศักดิ์แล้วก็แข่งขันอวดอ้างบารมีกัน โดยถือเอารถเบนซ์เป็นเกณฑ์อันเป็นการผิดเพี้ยนอย่างขนานใหญ่ จนคนห่มเหลืองจำนวนหนึ่งมีกิเลสพอกพูนแน่นหนายิ่งกว่าคฤหัสถ์อันเป็นเพศฝ่ายต่ำเสียอีก คนเหล่านี้มิได้สำนึกเลยว่าสิทธัตถะมกุฎราชกุมารเป็นถึงขัตติยะตระกูล มีอนาคตที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงปล่อยวางทุกสิ่ง ทั้งอำนาจ วาสนา และความผาสุกส่วนพระองค์แสวงหาโมกขธรรม เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของคนหมู่มาก แต่ลูกชาวบ้านแทนที่จะดำเนินตามรอยบาทพระพุทธองค์ กลับวิ่งย้อนรอยแสวงหาในสิ่งที่ทรงทิ้งวางเหล่านั้น ช่างน่าสมเพชสิ้นดี

เรื่องที่สอง
เป็นปัจฉิมโอวาทที่ทรงมอบไว้แก่ชาวพุทธอันเป็นบริษัททั้งสี่ว่าท่านทั้งหลายจงยังการทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด อันความไม่ประมาทนั้นทรงสรรเสริญมาก ดังที่ทรงตรัสไว้ในหลายที่ว่าในบรรดาธรรมทั้งปวงเราไม่เห็นธรรมใดที่เป็นใหญ่เป็นประธานเสมอด้วยความไม่ประมาท เพราะในทางโลกนั้นเมื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเสียแล้ว โอกาสที่จะพลาดพลั้งเป็นอันไม่มี ส่วนในทางธรรมเล่า เมื่อไม่ประมาทก็ย่อมมีสติตั้งมั่น สติที่ตั้งมั่นนั้นนับเป็นปฐมโพชชงค์ คือสติสัมโพชชงค์ อันมีอุเบกขาสัมโพชชงค์เป็นเบื้องปลายภายในองค์เดียวกัน เมื่อโพชชงค์บริบูรณ์แล้วจิตย่อมน้อมไปในบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตถญาณ อาสวักขยญาณ และถึงซึ่งวิมุติอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์

ขอชาวพุทธทั้งปวงได้รำลึกถึงวันพระพุทธเจ้าในวาระวันวิสาขบูชานี้โดยนัยดังที่แสดงนี้เทอญ.

 

 
«StartPrev515253545556NextEnd»

Page 56 of 56